14/03/60
เมื่อเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมใดๆก็ตามควรจดบันทึกไว้เลย เพราะไม่มีทางที่เราจะสามารถจดจำทุกอย่างไว้ได้ทั้งหมด ขนาดลายมือเรา เราเห็นมาตั้งแต่เกิดลองให้วาดเราก็วาดออกมาไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงหรอก
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1
- เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
- ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
- ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ(ต่อ)
- ประเภทของเด็กที่มีความต้องพิเศษ (ต่อ)
- ศึกษาดูงาน
- ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (ต่อ)
- การศึกษาแบเรียนรวม
- บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
- การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
- การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวันที่มีความต้องการพิเศษ (ต่อ)
วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
17/03/60
การศึกษาแบบเรียนรวม
รูปแบบการจัดการศึกษา
1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
รูปแบบที่หนึ่งไม่อธิบายเพราะ ระบบที่เราบุคคลธรรมดาเรียนอยู่☺☺
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาทั่งไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษทำร่วมกับเด็กทัั่วไป โดยครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน การเรียนร่วมแบ่งออกเป็นดังนี้
3.1 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เนื่องจากเด็กมีความพิการในระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไปอาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
3.2 การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา (Mainstreaming)
การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน และยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
การศึกษาสำหรับทุกคน รับเด็กเข้ามารเียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
"Inclusive
Education is
Education for all,
It involves
receiving people
at the
beginning of their education,
with provision
of additional services
needed by
each individual"
การศึกษาสำหรับทุกคน การเรียนรวมเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดมีความต้องการพิเศษ
ข้อสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ เพราะสามารถ สอนได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดน้อยมาก
ข้อแตกต่างระหว่างเรียนรวมกับเรียนร่วม
เรียนรวม โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก หากเด็กมาสมัครเรียนต้องรับ
เรียนร่วม โรงเรียนมีสิทธิเลือกเด็กที่จะเข้ามาเรียน
บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม
ครูปฐมวัยควรมองสิี่งที่เห็นแล้วบอกอย่างที่ตาเห็นไม่ควรเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินใจในพฤติกรรมที่เด็กทำ คุณเห็นอะไรในดอกบัวก็บอกออกมาตรงๆ เช่น มีกลีบดอก 14 กลีบ มีสีม่วงอมชมพู มีก้านสีเขียว
- ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัยจากการดูอาการหรือสัญญาณบางอย่าง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
- ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทของเด็ก
เพราะจะเป็นตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
ครูควรทำอะไร
สังเกตอย่างมีหลักการ
เนื่องจากครูอยู่กับเด็กเกิบจะตลอดเวลา การสังเกตอาจจะต้องใช้ความร่วมมือกับแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก เพื่อมุ่งความสนใจถึงปัญหา
![]() |
| แบบสังเกตเด็ก |
การตรวจสอบ
จะได้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นแนวทางที่จะทำให้เข้าใจตัวเด็กมาขึ้น และช่วยเหลือได้ถูกจุด
การบันทึกการสังเกต
- การนับอย่างง่ายๆ
- การบันทึกต่อเนื่อง
- การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
การนับอย่างง่ายๆคือ การนับจำนวนครั้งที่เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ระยะเวลา
การบันทึกอย่างต่อเนื่อง เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่งๆ
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง การบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น ขโมยของ
วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
03/03/60
8. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
Children with behavioral and emotional disorders
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากผู้อื่น
- แสดงออกจึงความการอยากทำร้ายผู้อื่นและตนเอง
- มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
- ควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
- ไม่สามารอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
- มีนิสัยขี้กลัว
- ภาวะซึมเศร้า Deperssion
- ขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต
การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ตามกลุ่มอาการ
-ด้านความประพฤติ Conduct Disorders
✦ ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
✦ ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
✦ กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก
✦ หยาบคาย
✦ ใช้สารเสพติด
✦ หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
- ด้านความตั้งใจและสมาธิ Attention and concentration
✦ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้นอาจไม่เกิน 20 นาที Short attention span
✦ ถูกสิ่งต่างๆรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
✦ งัวเงียไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางที่เหมือนไม่ฟังสิ่งที่พูด
- สมาธิสั้น Attention Drficit
✦ มีลักษณะกระวานกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้
✦ พูดคุยตลอดเวลา หรือเรียกร้องความสนใจจากผู็อื่น
✦ มีทักษะด้านการจัดการในระดับต่ำ
- การถอดตัวหรือล้มเลิก Withdrawal
✦ หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น
✦ เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
✦ ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
- ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย Funuction Diisorder
✦ อาเจียนโดยสมัครใจ คือสามารถสั่งให้ตัวเองอาเจียนได้
✦ การปฏิเสธที่จะรับประทานอาหาร
✦ รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
✦ ความผิดปกติของการขับถ่าย
-ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
🌠 ขาดเหตุผลในการคิด
🌠 อาการหลงผิด Delusion
🌠 อาการประสาทหลอน
🌠 พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง
- สาเหตุ
🌠 ปัจจัยทางชีวภาพ♯
🌠 ปัจจยทางจิตสังคม
-ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวเด็ก
✩ ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนเด็กปกติ
✩ รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูไม่ได้
✩ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสา
✩ มีความเก็บกดทางอามรณ์
✩ ชอบแสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดตามที่ต่างๆของร่างกาย
✩ มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมากคือ
♆♆♆♆เด็กสมาธิสั้นและเด็กออทิสติก♆♆♆♆
เด็กสมาธิสั้นChildren With Attention Deficit
เด็กสมาธิสั้นChildren With Attention Deficit
เรียกอีกชื่อว่า ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่น 3 ประการ
1. Inattentiveness (สมาธิสั้น)
- ทำอะไรไม่ได้นาน ไม่มีสมาธิ
- มักใจลอย
- เปลี่ยนของเล่นเรื่อยๆ
2. Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
- เคลื่อนไหวตลอดเวลา
- ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
- นั่งไม่ติดที่
- ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
3. Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
- ยับหยั้งตัวเองไม่ค่อยได้
- วู่วาม
- ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
- ไม่อยู่ในกติกา
☝☝ต้องมีทั้ง 3 ลักษณะถ้ามีอันใดอันหนึ่งไม่ใช่เด็กสมาธิสั้น☝☝
สาเหตุ
- ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน Dopamine นอร์อิพิเนฟริน norepinephrine
- ความผิดปกติของสมองส่วนหน้า
- พันธุกรรม
- สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวเด็กสมาธิสั้น
- สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ที่ตามใจมากเกินไป
- ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่ใส่ใจ
💣💣แต่เกิดจากการทำงานของระบบควบคุมสมองเรื่องสมาธิ💣💣
ยาที่ให้รักษา
- Methylphenidate
- Atomoxetine
9. เด็กพิการซ้อน
Children with Multiple Handicaps
เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
เช่น 👉 เด็กปัญญาอ่านที่สูญเสียการได้ยิน
👉 เด็กปัญญาอ่านที่ตาบอด
👉 เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



