พุยพุย

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

17/03/60

การศึกษาแบบเรียนรวม 
รูปแบบการจัดการศึกษา
1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
รูปแบบที่หนึ่งไม่อธิบายเพราะ ระบบที่เราบุคคลธรรมดาเรียนอยู่☺☺

2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาทั่งไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษทำร่วมกับเด็กทัั่วไป โดยครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน การเรียนร่วมแบ่งออกเป็นดังนี้
          3.1 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เนื่องจากเด็กมีความพิการในระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไปอาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
         3.2 การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา (Mainstreaming)
การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน และยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
การศึกษาสำหรับทุกคน รับเด็กเข้ามารเียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

Wilson , 2007  
 "Inclusive Education is Education for all, 
It involves receiving people 
at the beginning of their education, 
with provision of additional services 
needed by each individual"

การศึกษาสำหรับทุกคน การเรียนรวมเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดมีความต้องการพิเศษ

ข้อสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย 
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ เพราะสามารถ สอนได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดน้อยมาก

ข้อแตกต่างระหว่างเรียนรวมกับเรียนร่วม 
เรียนรวม โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก หากเด็กมาสมัครเรียนต้องรับ
เรียนร่วม โรงเรียนมีสิทธิเลือกเด็กที่จะเข้ามาเรียน


บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม 


ครูปฐมวัยควรมองสิี่งที่เห็นแล้วบอกอย่างที่ตาเห็นไม่ควรเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินใจในพฤติกรรมที่เด็กทำ คุณเห็นอะไรในดอกบัวก็บอกออกมาตรงๆ เช่น มีกลีบดอก 14 กลีบ มีสีม่วงอมชมพู มีก้านสีเขียว 
- ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัยจากการดูอาการหรือสัญญาณบางอย่าง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
- ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทของเด็ก
เพราะจะเป็นตราประทับตัวเด็กตลอดไป 
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ

ครูควรทำอะไร 
สังเกตอย่างมีหลักการ
   เนื่องจากครูอยู่กับเด็กเกิบจะตลอดเวลา การสังเกตอาจจะต้องใช้ความร่วมมือกับแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก เพื่อมุ่งความสนใจถึงปัญหา

แบบสังเกตเด็ก
การตรวจสอบ
จะได้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นแนวทางที่จะทำให้เข้าใจตัวเด็กมาขึ้น และช่วยเหลือได้ถูกจุด
การบันทึกการสังเกต
 - การนับอย่างง่ายๆ
 - การบันทึกต่อเนื่อง
 - การบันทึกไม่ต่อเนื่อง 
การนับอย่างง่ายๆคือ การนับจำนวนครั้งที่เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ระยะเวลา 
การบันทึกอย่างต่อเนื่อง เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่งๆ 
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง การบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น ขโมยของ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น