การศึกษาแบบเรียนรวม
รูปแบบการจัดการศึกษา
1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
รูปแบบที่หนึ่งไม่อธิบายเพราะ ระบบที่เราบุคคลธรรมดาเรียนอยู่☺☺
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาทั่งไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษทำร่วมกับเด็กทัั่วไป โดยครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน การเรียนร่วมแบ่งออกเป็นดังนี้
3.1 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เนื่องจากเด็กมีความพิการในระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไปอาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
3.2 การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา (Mainstreaming)
การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน และยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
การศึกษาสำหรับทุกคน รับเด็กเข้ามารเียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
"Inclusive
Education is
Education for all,
It involves
receiving people
at the
beginning of their education,
with provision
of additional services
needed by
each individual"
การศึกษาสำหรับทุกคน การเรียนรวมเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดมีความต้องการพิเศษ
ข้อสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ เพราะสามารถ สอนได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดน้อยมาก
ข้อแตกต่างระหว่างเรียนรวมกับเรียนร่วม
เรียนรวม โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก หากเด็กมาสมัครเรียนต้องรับ
เรียนร่วม โรงเรียนมีสิทธิเลือกเด็กที่จะเข้ามาเรียน
บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม
ครูปฐมวัยควรมองสิี่งที่เห็นแล้วบอกอย่างที่ตาเห็นไม่ควรเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินใจในพฤติกรรมที่เด็กทำ คุณเห็นอะไรในดอกบัวก็บอกออกมาตรงๆ เช่น มีกลีบดอก 14 กลีบ มีสีม่วงอมชมพู มีก้านสีเขียว
- ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัยจากการดูอาการหรือสัญญาณบางอย่าง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
- ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทของเด็ก
เพราะจะเป็นตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
ครูควรทำอะไร
สังเกตอย่างมีหลักการ
เนื่องจากครูอยู่กับเด็กเกิบจะตลอดเวลา การสังเกตอาจจะต้องใช้ความร่วมมือกับแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก เพื่อมุ่งความสนใจถึงปัญหา
![]() |
| แบบสังเกตเด็ก |
การตรวจสอบ
จะได้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นแนวทางที่จะทำให้เข้าใจตัวเด็กมาขึ้น และช่วยเหลือได้ถูกจุด
การบันทึกการสังเกต
- การนับอย่างง่ายๆ
- การบันทึกต่อเนื่อง
- การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
การนับอย่างง่ายๆคือ การนับจำนวนครั้งที่เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ระยะเวลา
การบันทึกอย่างต่อเนื่อง เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่งๆ
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง การบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น ขโมยของ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น