พุยพุย

วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11

28/04/60

3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
คือเรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด การกินอยู่ การเข้าห้องน้ำ การแต่งตัว กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน 
การสร้างความอิสระ
    - เด็กอยากช่วยเหลืิอตนเอง
    - อยากทำงานตามความสามารถ
    - เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อนหรือเด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
    - การทำด้วยตนเอง
    - เชื่อมั่นในตนเอง
    - เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
    - ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น
    - คำต้องห้าม หนูทำช้า หนูยังทำไม่ได้ 
จะช่วยเมื่อไหร่
    - ช่วงที่เด็กอารมณ์ดี
ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 2-3 ปี)


ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 3- 4 ปี)

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 4 - 5 ปี)
ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (อายุ 5- 6 ปี)
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
    - แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
    - เรียงลำดับตามขั้น
ตัวอย่าง
การเข้าส้วม 
    - เข้าไปในห้องส้วม
    - ดึงกางเกงลงมา
    - ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
    - ปัสสาวะหรืออุจจาระ
    - ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
    - ทิ้งกระดาษชำระในถังขยะ
    - กดชักโครกหรือตักน้ำราด
    - ดึงกางเกงขึ้น
    - ล้างมือ 
   - เช็ดมือ
   - เดินออกจากห้อง 

สรุป
    - ครูต้องพยายามให้เด็กทำด้วยตนเอง
    - ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นชิ้น
    - ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน 
เป้าหมาย
    - การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้
    - มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
    - พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
ช่วงความสนใจ
    - จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร
การทำตามคำสั่ง
    - เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
    - เด็กเข้าใจคำศัพท์
การรับรู้ การเคลื่อนไหว 
     - ได้ยิน เห็นสัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
                           ↓
    -  มีการตอบสนองอย่างเหมาะสม
ความจำ
    - จำตัวละคนในนิทานได้
    - จำชื่อครู เพื่อน
    - เล่นเกมทายของที่หายไป
การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
     - จัดกลุ่มเด็ก
     - เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
     - ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
     - ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง 
     - ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
     - ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
     - บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
     - รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
     - มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
     - เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
     - พูดในทางที่ดี
     - จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
     - ทำบทเรียนให้สนุก


วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10

21/04/60

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม
    เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด เน้นการดูแลแบบองค์รวม Holistic Approach
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
    - เพิ่มทักษะพื้นฐานทางสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด 
    - เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกทักษะทางวิชาการ
    - แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล Individualized Education Program ; IEP
    - โรงเรียนการศึกษาพืเศษเฉพาะทางโรงเรียนเรียนร่วมห้องเรียนคู่ขนาน
2. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
    - การฝึกฝนทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน Activity of Daily Living Training 
    - การฝึกทักษะทางสังคม Social skill training
    - การสอนเรื่องราวทางสังคม social story
3. การบำบัดทางเลือก
    - การสื่อความหมายทดแทน AAC
    - ศิลปกรรมบำบัด Art Therapy
    - ดนตรีบำบัด Music Therapy
    - การฝังเข็ม Acupuncture
    - กาบบำบัดด้วนสัตว์ Animal Therapy
การสื่อความหมายแทน 
Augmentative and Alternative Communication ; AAC
    - การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
    - โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
    - เครื่องโอภา (Communication Devices)

    - โปรแกรมปราศรัย
        บทบาทของครู
             - ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
             - ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
             - จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
             - ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง 
                  การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
      1. ทักษะทางสังคม
            - เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
           - การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
       กิจกรรมการเล่น
           - การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
           - เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
           - ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน  แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง
       ยุทธศาสตร์การสอน
          เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีเล่น  ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
          - ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
          - จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
          - ครูจดบันทึก
          - ทำแผน IEP
      การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
         วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
         - คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
         - ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
         - เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน “ครู” ให้เด็กพิเศษ
      ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
         อยู่ใกล้ๆ และเฝ้ามองอย่างสนใจ
         - ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
         - ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
         - เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
         - ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม
      การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
         - ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
         - ทำโดย “การพูดนำของครู”
     ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
         ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
         - การให้โอกาสเด็ก
         - เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
         - ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง
    2. ทักษะภาษา
     การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
         ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
          - ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
          - อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
ิ          - อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
          - ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
          - เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
     ทักษะพื้นฐานทางภาษา
         ทักษะการรับรู้ภาษา
          - การแสดงออกทางภาษา
          - การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด
     พฤติกรรมตอบสนองการแสดงออกทางภาษา

พฤติกรรมเริ่มการแสดงออกของเด็ก










ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
  - การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
ให้เวลาเด็กได้พูด
- คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
- เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
- ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
- กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
- เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
ใช้คำถามปลายเปิด
- เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
-  ร่วมกิจกรรมกับเด็ก


วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ที่ 9

14/03/60
เมื่อเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมใดๆก็ตามควรจดบันทึกไว้เลย เพราะไม่มีทางที่เราจะสามารถจดจำทุกอย่างไว้ได้ทั้งหมด ขนาดลายมือเรา เราเห็นมาตั้งแต่เกิดลองให้วาดเราก็วาดออกมาไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงหรอก 

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

17/03/60

การศึกษาแบบเรียนรวม 
รูปแบบการจัดการศึกษา
1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
รูปแบบที่หนึ่งไม่อธิบายเพราะ ระบบที่เราบุคคลธรรมดาเรียนอยู่☺☺

2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

3. การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาทั่งไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษทำร่วมกับเด็กทัั่วไป โดยครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน การเรียนร่วมแบ่งออกเป็นดังนี้
          3.1 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
คือการจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เนื่องจากเด็กมีความพิการในระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไปอาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
         3.2 การเรียนร่วมแบบเต็มเวลา (Mainstreaming)
การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน และยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

4. การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
การศึกษาสำหรับทุกคน รับเด็กเข้ามารเียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

Wilson , 2007  
 "Inclusive Education is Education for all, 
It involves receiving people 
at the beginning of their education, 
with provision of additional services 
needed by each individual"

การศึกษาสำหรับทุกคน การเรียนรวมเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดมีความต้องการพิเศษ

ข้อสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย 
เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ เพราะสามารถ สอนได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดน้อยมาก

ข้อแตกต่างระหว่างเรียนรวมกับเรียนร่วม 
เรียนรวม โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก หากเด็กมาสมัครเรียนต้องรับ
เรียนร่วม โรงเรียนมีสิทธิเลือกเด็กที่จะเข้ามาเรียน


บทบาทครูปฐมวัย ในห้องเรียนรวม 


ครูปฐมวัยควรมองสิี่งที่เห็นแล้วบอกอย่างที่ตาเห็นไม่ควรเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินใจในพฤติกรรมที่เด็กทำ คุณเห็นอะไรในดอกบัวก็บอกออกมาตรงๆ เช่น มีกลีบดอก 14 กลีบ มีสีม่วงอมชมพู มีก้านสีเขียว 
- ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัยจากการดูอาการหรือสัญญาณบางอย่าง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
- ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทของเด็ก
เพราะจะเป็นตราประทับตัวเด็กตลอดไป 
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ

ครูควรทำอะไร 
สังเกตอย่างมีหลักการ
   เนื่องจากครูอยู่กับเด็กเกิบจะตลอดเวลา การสังเกตอาจจะต้องใช้ความร่วมมือกับแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก เพื่อมุ่งความสนใจถึงปัญหา

แบบสังเกตเด็ก
การตรวจสอบ
จะได้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร เป็นแนวทางที่จะทำให้เข้าใจตัวเด็กมาขึ้น และช่วยเหลือได้ถูกจุด
การบันทึกการสังเกต
 - การนับอย่างง่ายๆ
 - การบันทึกต่อเนื่อง
 - การบันทึกไม่ต่อเนื่อง 
การนับอย่างง่ายๆคือ การนับจำนวนครั้งที่เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ระยะเวลา 
การบันทึกอย่างต่อเนื่อง เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่งๆ 
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง การบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น ขโมยของ 

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

03/03/60 
8. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
Children with behavioral and emotional disorders
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากผู้อื่น
- แสดงออกจึงความการอยากทำร้ายผู้อื่นและตนเอง
- มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
- ควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
- ไม่สามารอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
- มีนิสัยขี้กลัว
- ภาวะซึมเศร้า Deperssion 
- ขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต
การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ตามกลุ่มอาการ
-ด้านความประพฤติ Conduct Disorders
     ✦ ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
     ✦ ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
     ✦ กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก
     ✦ หยาบคาย
     ✦ ใช้สารเสพติด
     ✦ หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
- ด้านความตั้งใจและสมาธิ Attention and concentration 
     ✦ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้นอาจไม่เกิน 20 นาที Short attention span
     ✦ ถูกสิ่งต่างๆรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
     ✦ งัวเงียไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางที่เหมือนไม่ฟังสิ่งที่พูด
- สมาธิสั้น Attention Drficit
     ✦ มีลักษณะกระวานกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้
     ✦ พูดคุยตลอดเวลา หรือเรียกร้องความสนใจจากผู็อื่น
     ✦ มีทักษะด้านการจัดการในระดับต่ำ
- การถอดตัวหรือล้มเลิก Withdrawal
     ✦ หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น
     ✦ เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
     ✦ ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
- ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย Funuction Diisorder
     ✦ อาเจียนโดยสมัครใจ คือสามารถสั่งให้ตัวเองอาเจียนได้
     ✦ การปฏิเสธที่จะรับประทานอาหาร
     ✦ รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
     ✦ ความผิดปกติของการขับถ่าย
-ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
      🌠 ขาดเหตุผลในการคิด
      🌠 อาการหลงผิด Delusion
      🌠 อาการประสาทหลอน
      🌠 พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง
- สาเหตุ
       🌠 ปัจจัยทางชีวภาพ♯
       🌠 ปัจจยทางจิตสังคม
-ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวเด็ก
     ✩ ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนเด็กปกติ
     ✩ รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูไม่ได้ 
     ✩ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสา
     ✩ มีความเก็บกดทางอามรณ์
     ✩ ชอบแสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดตามที่ต่างๆของร่างกาย 
     ✩ มีความหวาดกลัว
  เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมากคือ
                ♆♆♆♆เด็กสมาธิสั้นและเด็กออทิสติก♆♆♆♆ 
เด็กสมาธิสั้นChildren With Attention Deficit
เรียกอีกชื่อว่า ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่น 3 ประการ 
1. Inattentiveness (สมาธิสั้น)
     - ทำอะไรไม่ได้นาน ไม่มีสมาธิ
    - มักใจลอย
    - เปลี่ยนของเล่นเรื่อยๆ
2. Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
    - เคลื่อนไหวตลอดเวลา
    - ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
    - นั่งไม่ติดที่
    - ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
3. Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
    - ยับหยั้งตัวเองไม่ค่อยได้
    - วู่วาม
    - ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
    - ไม่อยู่ในกติกา
☝☝ต้องมีทั้ง 3 ลักษณะถ้ามีอันใดอันหนึ่งไม่ใช่เด็กสมาธิสั้น☝☝
สาเหตุ
    - ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน Dopamine นอร์อิพิเนฟริน norepinephrine
    - ความผิดปกติของสมองส่วนหน้า 
    - พันธุกรรม
    - สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวเด็กสมาธิสั้น
    - สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ที่ตามใจมากเกินไป
    - ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่ใส่ใจ
💣💣แต่เกิดจากการทำงานของระบบควบคุมสมองเรื่องสมาธิ💣💣
ยาที่ให้รักษา
    - Methylphenidate
    - Atomoxetine 
9. เด็กพิการซ้อน
Children with Multiple Handicaps
เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
เช่น     👉 เด็กปัญญาอ่านที่สูญเสียการได้ยิน
           👉 เด็กปัญญาอ่านที่ตาบอด
           👉 เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด


วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

16/02/60

ศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนเกษมพิทยา แผนกอนุบาล
ปรัชญา
โรงเรียนอนุบาลเหมือนบ้านหลังที่สองของเด็กที่มีความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทรและความรู้ ความเข้าใจ เป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเด็กให้ครบทุกพัฒนาการ ด้วยการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ ผ่านการเล่นและประสบการณ์ตรงอย่างเหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของแต่ละคน โดยอาศัยการดำเนินสานประสานระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน 
คำขวัญ 
โรงเรียนแสนสนุก บุคลากรมีคุณภาพ เน้นการประสานสัมพันธ์
จำนวนห้องเรียน
เตรียมอนุบาล (2 ขวบ)              จำนวน 1 ห้องเรียน
อนุบาล 1 (3 ขวบ)                     จำนวน 2 ห้องเรียน
อนุบาล 2 (4 ขวบ)                     จำนวน 2 ห้องเรียน
อนุบาล 3 (5 ขวบ)                     จำนวน 2 ห้องเรียน
ผู้บริหาร ➤ นางศรีวรรณ   สายฟ้า
รองผู้อำนวยการโรงเรียน ➤  ผศ.ดร.ยศวีร์  สายฟ้า
                                         ➤ อาจารย์ชยพงศ์  สายฟ้า
ผู้อำนวยการแผนกอนุบาล ➤ ดร.วรนาท  รักสกุลไทย
แผนกอนุบาลเปิดให้มีการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยทุกห้องเรียนมีเด็กพิเศษร่วมด้วยทั้งสิ้น 
และจากการไปดูงานได้สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของน้องเน็ท นักเรียนชั้นอนุบาล3/2 อายุ 8 ขวบ


เป็นดาวน์ซินโดรม พฤติกรรมที่น้องแสดงออกคือ ไม่ฟังสิ่งที่ครูพูด นั่งออกนอกวง และเรียกร้องความสนใจแต่เมื่อถามครูประจำชั้นบอกว่าน้องจะเป็นต่อเมื่อมีคนมาเยอะๆจะแสดงอาการต่อต้าน เพื่อเรียกร้องความสนใจ และน้องชอบมุมนิทาน ถ้ามีคนอ่านให้ฟังจะไม่ไปไหนอ่านจบเรื่องหนึ่งก็ต่ออีกหนึ่งเรื่อง และเมื่ออยู่กับเด็กพิเศษด้วยกันจะหัวเราะเล่นด้วยกัน แต่เมื่ออยู่กับเพื่อนคนอื่นจะนั่งเงียบไม่มีการพูดคุยแต่มีหยิบของของเพื่อน เมื่อเพื่อนไม่ให้ก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆ และน้องชอบพูดคำว่า สวัสดีค่าบแล้วต่อด้วยบ๊ายบาย 
การเรียนรู้เป็นไปได้ช้ากว่าเด็กปกติ แต่สามารถเข้าใจในสิ่งที่สื่อสาร รู้สิี่งใดของตน และอยู่ตรงไหน ต่อไปต้องทำอะไร 
การจัดการเรียนรู้ของครู พยายามที่จะให้น้องมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม เหมือนเด็กทั่วไป


กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ








จากการไปดูงานในครั้งนี้ คนที่จะอยู่กับเด็กพิเศษนั้นต้องใจเย็นมากๆเลย ต้องเรียนรู้จากตัวเด็กให้มากๆว่าเขาต้องการอะไรชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งใดจะล่อเขาได้